สายด่วน อต. 1182
สายด่วน อต. 1182

“รัฐมนตรีวราวุธ” ถกเข้มรับมือน้ำท่วม–แล้งลุ่มน้ำท่าจีน 4 จังหวัด สั่ง 6 ข้อเร่งด่วน เตรียมพร้อมทั้งระบบ ลดผลกระทบประชาชน

“รัฐมนตรีวราวุธ” ถกเข้มรับมือน้ำท่วม–แล้งลุ่มน้ำท่าจีน 4 จังหวัด สั่ง 6 ข้อเร่งด่วน เตรียมพร้อมทั้งระบบ ลดผลกระทบประชาชน
วันที่ข้อมูล 28 สิงหาคม 2569

วันศุกร์ทึ่ 28 ส.ค. 69 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมขุนแผน ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำท่าจีน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร โดยมีนางสาวศิริวรรณ จุลวนิชรัตนา ผู้อำนวยการกองนโยบายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำท่าจีน พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำ หน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ สถานที่ประชุมและผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 


นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการติดตาม คาดการณ์ และวางแนวทางบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน รวมถึงติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามข้อสั่งการของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ทั้งการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง การเตรียมมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 การบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน และการจัดทำแผนปฏิบัติงานของจังหวัด เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถเตรียมความพร้อมและปฏิบัติงานได้อย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งจากการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำ คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม 2569 พื้นที่ภาคเหนือจะมีปริมาณฝนสะสมสูง ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงมาสมทบสู่พื้นที่ภาคกลางเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเชิงรุกตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ การเผชิญเหตุ การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการฟื้นฟูภายหลังเกิดภัย โดยมอบข้อสั่งการสำคัญให้ 4 จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ 6 ข้อ ได้แก่


👉 1. เร่งจัดทำและปรับปรุงแผนที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจนและนำไปใช้วางแผนป้องกันและเตรียมทรัพยากรได้ตรงจุด


👉 2. ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจัดทำ Checklist สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้ตรวจสอบความพร้อมทั้งประตูระบายน้ำ แนวป้องกันตลิ่ง เครื่องสูบน้ำ พื้นที่รับน้ำ การจัดการน้ำเค็มรุกล้ำ และแผนเผชิญเหตุ


👉 3. เตรียมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดให้พร้อมเป็นศูนย์กลางบูรณาการและสั่งการ โดยให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือน การอพยพ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก


👉 4. ให้กรมชลประทานบริหารจัดการและจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมเตรียมมาตรการรองรับกรณีขาดแคลนน้ำ


👉 5. เร่งตรวจสอบประตูระบายน้ำ เขื่อน และอาคารชลศาสตร์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรสำหรับกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ


👉 6. จัดทำฉากทัศน์การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำท่าจีน โดยวิเคราะห์ปริมาณฝน น้ำท่า และน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อประเมินผลกระทบและกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ล่วงหน้า


ด้านกรมป้องกันแลบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ปภ. ได้วิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เกิดภัยซ้ำและพื้นที่เสี่ยงย้อนหลัง 9 ปี (พ.ศ. 2560–2568) พบว่า พื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนมีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งรวม 437 หมู่บ้านในจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรี โดยมีพื้นที่เสี่ยงสูง 33 หมู่บ้านในจังหวัดสุพรรณบุรี ขณะที่พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยกระจายทั้ง 4 จังหวัดรวม 2,691 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงมาก 63 หมู่บ้านในจังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรี จึงต้องวางมาตรการรับมือทั้งอุทกภัยและภัยแล้งควบคู่กัน 


สำหรับภัยแล้ง ปภ. ได้ประสานจังหวัดขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก โดยเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากพื้นที่ใดเริ่มหรือคาดว่าจะเกิดปัญหา ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดทันที เพื่อบูรณาการหน่วยงานและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ พร้อมสั่งการให้ ศูนย์ ปภ. เขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี และเขต 16 ชัยนาท เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ รถสูบส่งน้ำระยะไกล รถขุดเจาะบ่อน้ำตื้น รถบรรทุกน้ำ และรถผลิตน้ำดื่ม พร้อมสนับสนุนจังหวัดตลอด 24 ชั่วโมง 


ส่วนการรับมืออุทกภัย ปภ. ได้วางระบบการทำงานครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง แจ้งเตือน การฝึกซ้อมแผน การเตรียมศูนย์พักพิง เครื่องจักรกล งบประมาณช่วยเหลือ การบูรณาการภาคีเครือข่าย และระบบสื่อสารสำรอง โดยติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงและบูรณาการข้อมูลกับ 8 หน่วยงานด้านน้ำและเทคโนโลยีผ่าน War Room และ Backup War Room พร้อมแจ้งเตือนประชาชนผ่าน Cell Broadcast, THAI DISASTER ALERT, Line Alert หอเตือนภัย ระบบ EVAC และกลไกฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็วและสามารถเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ได้ทัน ขณะเดียวกัน 4 จังหวัดได้จัดเตรียม ศูนย์พักพิงชั่วคราว 546 แห่ง พร้อมพัฒนาระบบยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยออนไลน์ เชื่อมโยงกับ ThaiD และแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และลดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือประชาชน


สำหรับทรัพยากรในการเผชิญเหตุ ปภ. ได้เตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและอุปกรณ์รวม 139 คัน/เครื่อง รวมถึงอากาศยานปีกหมุน KA-32 สำหรับสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ที่ถูกตัดขาดหรือเข้าถึงได้ยาก พร้อมกลไกงบประมาณสำหรับป้องกันหรือยับยั้งภัยฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดสถานการณ์ เพื่อให้จังหวัดสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว 


นอกจากนี้ ปภ. ยังบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งกรมการปกครอง กองทัพ มูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศล โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากองค์กรสาธารณกุศล 5,406 คน อปพร. 17,681 คน พร้อมเสริมสร้างศักยภาพ 1,039 ชุมชน/หมู่บ้าน ตามแนวทาง CBDRM ให้สามารถรู้เท่าทันภัยและพึ่งพาตนเองในเบื้องต้น ตลอดจนเตรียมระบบวิทยุ VHF และ Trunked Radio เป็นระบบสื่อสารสำรอง เพื่อให้การสั่งการและประสานการช่วยเหลือประชาชนดำเนินได้อย่างต่อเนื่องแม้ระบบสื่อสารหลักขัดข้อง 


ปภ. ได้เน้นย้ำให้จังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ใช้ข้อมูลร่วมกันในการประเมินความเสี่ยง หากมีแนวโน้มที่จะเกิดสถานการณ์ให้เร่งแจ้งเตือนประชาชนและเตรียมการอพยพ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ภาคีเครือข่าย และชุมชนให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด


ในส่วนของจังหวัดนครปฐม มีนายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ที่สำนักงานปภ.นครปฐม ทั้งนี้นายณัฏฐ์ฤพงศ์ ภูบัวเพชร ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยานครปฐม มอบหมายให้นางสาวศรัณยา โพธิ์ละเดา เจ้าพนักงานอุตุนิยมวิทยาชำนาญงาน เข้าร่วมประชุมดังกล่าว